คุณทวีพงศ์ สุธรรมพันธุ์ บริษัท พาวเวอร์ อโกรเทค (ประเทศไทย) จำกัด
2 กันยายน 2021
เทคโนโลยีภาพถ่ายเชิงพื้นที่จากโดรนกุญแจสำคัญสู่การเกษตรกรรมแบบแม่นยำ
2 กันยายน 2021

โดรนเพื่อการเกษตรเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวสำหรับเกษตรยุคใหม่

ประเทศไทยถือว่ามีความมั่นคงทางด้านอาหารโดยมีพื้นฐานที่สำคัญคือการเกษตรกรรม ทั้งนี้ด้วยสภาพพื้นที่และสภาพอากาศที่เหมาะสมเป็นปัจจัยส่งเสริม ประเทศไทยจึงถูกยกให้เป็นครัวของโลก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากเกษตรและการแปรรูปที่ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้นได้มีโอกาสบริโภค แต่ต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่เลือกนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเหล่านี้เพื่อให้ผู้คนในประเทศตนเองได้บริโภคเช่นกัน ส่งผลให้การส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรกลายเป็นรายได้หลักของประเทศมาจนทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์จากการจะมีปริมาณมากแต่กลับพบว่าประสิทธิภาพการผลิตผลิตผลทางการเกษตรในลักษณะของผลผลิตต่อพื้นที่ของเกษตรกร ที่ผ่านมายังอยู่ในปริมาณไม่สูงนักต่อเนื่องมาตลอด ดังจะเห็นได้จากปริมาณผลผลิตต่อไร่ของพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งได้รายงานไว้โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ในประเทศผู้ผลิตข้าวที่สำคัญ 10 อันดับแรก พบว่า ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ต่ำมาก (308 กิโลกรัมต่อไร่) ใกล้เคียงกับเมียนมา (300 กิโลกรัมต่อไร่)  ในขณะที่อินเดีย และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวมากอยู่ใน 5 อันดับแรกมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงกว่าผลผลิตเฉลี่ยของประเทศไทย โดยอินเดียมีผลผลิตเฉลี่ยที่ 423 กิโลกรัมต่อไร่ และเวียดนาม มีผลผลิตเฉลี่ยที่ 591 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อเปรียบเทียบกับจีน ที่เป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผลผลิตสูงถึง 791 กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าปริมาณผลผลิตเฉลี่ยของประเทศไทยเกินกว่า 2 เท่า

จากข้อมูลผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ประเทศผู้ผลิตอ้อยโรงงานที่สำคัญ 10 อันดับแรกพบว่า ในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตอ้อยโรงงานเฉลี่ยต่อไร่เกณฑ์ปานกลาง (11,772 กิโลกรัมต่อไร่ ใกล้เคียงกับบราซิล ผู้ผลิตอ้อยรายใหญ่ที่สุดของโลก) ซึ่งแม่ว่าผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของประเทศไทยจะสูงกว่าปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของประเทศผู้ผลิตรายย่อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีผลผลิตอ้อยเฉลี่ยต่อไร่ที่สูงอย่างเช่น กัวเตมาลา (18,954 กิโลกรัมต่อไร) โคลัมเบีย (14,201 กิโลกรัมต่อไร) และสหรัฐอเมริกา (13,770 กิโลกรัมต่อไร) ยังถึงว่าไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่า

สำหรับการผลิตมันสำปะหลัง ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ยต่อไร่ค่อนข้างสูง (3,527 กิโลกรัมต่อไร่) เป็นรองเพียง 2 ประเทศ คือ กัมพูชา (4,495 กิโลกรัมต่อไร่ และอินโดนิเซีย (3,698 กิโลกรัมต่อไร่) ซึ่งแม้ว่าผลผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ยต่อไร่ของไทยจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่พื้นที่การผลิตลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีการนำมันสำปะหลังมาแปรรูปต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น  และในอนาคตมันสำปะหลังจะขยายตัวไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม

ในส่วนของประเทศผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่สำคัญ 10 อันดับแรกพบว่าในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉลี่ยต่อไร่ต่ำมาก (772 กิโลกรัมต่อไร่) เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยของประเทศผู้ส่งออกหลัก 5 ประเทศผู้นำ ที่มีผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่า 1 ตันต่อไร่ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 1,677 กิโลกรัมต่อไร่ (พ.ศ. 2562/2563)

ปริมาณผลผลิตต่อไร่ของพืชเศรษฐกิจหลักของไทย

หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงปัญหาประสิทธิภาพการผลิตของภาคการเกษตรดังกล่าวข้างต้นมาโดยตลอดและได้ดำเนินนโยบายผลักดันการผลิตภาคเกษตรกรรมในทุกด้านผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งหน่วยงานปฏิบัติงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานอื่น ๆ ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าวได้แก่ การเกษตรแบบเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ที่หมายถึง การบริหารจัดการภายในฟาร์มโดยการสังเกตการตรวจวัด และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกฟาร์มที่กระทบต่อพืชและสัตว์ในฟาร์ม โดยการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรกับคอมพิวเตอร์ผ่านการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากจาก GPS และเครื่องวัดต่าง ๆ (sensors) หรืออีกประเด็น คือการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ที่มีความหมายและวัตถุประสงค์คลายคลึงกันในการพยายามนำเอาวิทยายาศาสตร์และเทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นแกนในการพัฒนา โดยมีเป้าหมายคือ การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและอาหารให้พอกับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นแต่ใช้ปัจจัยการผลิตลดลง ลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศได้

ปัจจุบันเทคโนโลยีและธุรกิจเกี่ยวโดรนเพื่อการเกษตร ถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในวงการเกษตรและคาดว่าจะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำการเกษตร ท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อม การขาดแคลนแรงงาน สุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน และปัญหาเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การใช้โดรนในการเกษตรมีกระแสตอบรับที่ดีทั้งในด้านผู้ใช้งานหรือเกษตรกรและผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ ธุรกิจโดรนเพื่อการเกษตรจึงเติบโตอย่างและ

โดรนเพื่อการเกษตร

ประโยชน์ของเทคโนโลยีโดรนและข้อมูลสารสนเทศเพื่อการพัฒนาภาคการเกษตร สามารถสรุปได้ดังนี้

  1. ข้อมูลสารสนเทศจากโดรน นำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการผลิต เช่น การใช้ข้อมูลสารสนเทศภูมิอากาศ เชื่อมโยงกับข้อมูลการพยากรณ์อากาศ สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน เป็นต้น
  2. เชื่อมโยงข้อมูลการผลิตของเกษตรกรรายย่อย เข้าสู่ระบบ Big Data เพื่อพยากรณ์ล่วงหน้า
  3. ทดแทนการใช้แรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต รวมถึงเพิ่มปริมาณผลผลิต ตั้งแต่ การเตรียมดิน การใช้ระบบสารสนเทศทางการเกษตร การใช้โดรนเข้ามาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
  4. การจัดการแปลงเกษตร เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดความชื้น เพื่อควบคุมระบบการให้น้ำ การใช้ระบบภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อช่วยในการวิเคราะห์และควบคุมการจัดการศัตรูพืช เป็นต้น

แนวทางในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ทางการเกษตร

  1. นำเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านดาวเทียม มาใช้ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การพยากรณ์สภาพอากาศ การระบาดของแมลงศัตรูพืช มาใช้ในการประเมินผลผลิตในแปลงเกษตร และนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการผลิตพืชตั้งแต่การปลูก ระหว่างการปลูก การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว
  2. ใช้โดรนทางการเกษตร ทดแทนการฉีดพ่นสารทางการเกษตรในภาคพื้นดิน ซึ่งการใช้โดรนทางการเกษตร จะช่วยลดแรงงาน ลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเกษตรกรได้ โดรนทางการเกษตรสามารถบรรจุสารสำหรับการฉีดพ่นได้ 10-20 ลิตร มีสมรรถนะในการปฏิบัติงานต่อ 1 เที่ยวบิน สามารถฉีดพ่นได้ครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 4 ไร่ โดยสามารถทำงานได้พื้นที่ 100-200 ไร่ต่อวัน ขึ้นกับประเภทของงาน

กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวเป็นกลุ่มที่มีเกษตรและผู้เกี่ยวข้องในสัดส่วนสูงสุดในภาคการเกษตรของไทย ที่ผ่านมาได้มีการปรับตัวรองรับการใช้งานโดรนเพื่อการเกษตรเห็นได้ชัดเจนกว่าเกษตรกรในกลุ่มอื่น อาจเนื่องด้วยเป็นกลุ่มที่มีเกษตรอยู่ในระบบจำนวนมาก รูปแบบโครงสร้างของต้นข้าวและการบำรุงรักษาที่เอื้อต่อการทำงานของโดรน ทำให้การใช้งานทั้งการใช้บริการ การจัดชื้อจัดหาเครื่องมือมีปริมาณที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และจากการปฏิบัติงานของโดรนเพื่อการเกษตรในนาข้าวพบข้อดีข้อเสียของการใช้งานได้ดังนี้

ข้อดี  1.ประหยัดเวลา  2.ลดการสัมผัสสารเคมีโดยตรงของผู้พ่น  3.ลดปริมาณสารเคมีในการฉีดพ่นแต่ละครั้งเนื่องจากการกระจายน้ำยาดีกว่าการใช้คนพ่น  4.ข้าวไม่เสียหายจากการเหยียบย่ำ  5.สามารถตั้งระบบบินแบบอัตโนมัติได้

ข้อเสีย  1.ราคาลงทุนซื้อเครื่องยังสูงอยู่  2.ต้องเรียนรู้เรื่องระบบต่างๆที่ซับซ้อน  3.แบตเตอรี่มีราคาแพง  4. ผู้ขับต้องมีความชำนาญในการบังคับเพื่อป้องกันความเสียหาย  เช่น  กรณี  เครื่องตก  บินชนต้นไม้  เป็นต้น  5. ต้องเติมน้ำยาบ่อย  6. ต้องมีแบตเตอรี่สำรองเพื่อการฉีดพ่นให้ได้ตลอดทั้งวัน

คุณชยันต์ พิทักษ์พูลศิล เกษตรผู้ปลูกข้าวบ้านบางไก่เถื่อน ต.ตลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท และกลุ่มเกษตรกรในตำบล เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ทดลองปรับเปลี่ยนรูปแบบการดูแลรักษานาข้าว โดยนำโดรนเพื่อการเกษตรเข้ามาช่วยในการฉีดฮอร์โมนกระตุ้น ฉีดปุ๋ย-ยากำจัดศัตรูพืช คุณชยันต์ได้ให้ความเห็นในเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการใช้งานว่า การใช้โดรนฉีดพ่นการพ่นยาทำให้กระจายเป็นฝอยทั่วถึงกอข้าวเพราะมีแรงลมของใบพัดโดรน ไม่มีการเหยียบข้าว ข้าวไม่เสียหาย ใช้เวลาในการพ่นน้อยกว่าการพ่นโดยใช้คน ทำให้การแก้ปัญหาทันต่อเวลา ดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ต้องเข้าใกล้บริเวณที่ฉีดลดการสัมผัสละอองยา และที่สำคัญหลังเก็บเกี่ยวพบว่าผลผลิตข้าวในแปลงจำนวน 9 ไร่ เพิ่มขึ้นจากเดิม 780 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 976 กิโลกรัม/ไร่ (เปลี่ยนพันธ์ข้าวจากข้าวกข.43เป็น กข.71)

การใช้โดรนฉีดพ่นในแปลงข้าว

           คุณชยันต์เป็นเกษตรหนึ่งในจำนวนหลายรายที่มีการใช้บริการการฉีดพ่นจากผู้ให้บริการผ่าน IAID Application จำนวนหลายครั้ง และเห็นข้อดีของการมี Application ที่มีส่วนช่วยให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายทีมงานให้บริการมีความชำนาญ ลดภาระเกี่ยวกับการซื้อและบำรุงรักษาโดรน และไม่ต้องมีการลองผิดลองถูกในการใช้งาน

ในส่วนของ คุณทวีพงศ์ สุธรรมพันธุ์ บริษัท พาวเวอร์ อโกรเทค(ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการฉีดพ่นโดยโดรนและอยู่ในระบบผู้ให้บริการใน IAID Application มาเป็นปีที่ 2 ให้ความเห็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีโดรนเพื่อการฉีดพ่น ฮอร์โมน ปุ๋ย-ยากำจัดศัตรูพืช ว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรผู้ปลูกข้าวเป็นอย่างมาก และเห็นผลในเชิงผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพียงแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวไปสู่เกษตรรายอื่น ๆ ทำได้ยากเนื่องจากขาดการยอมรับต้องสาธิตให้เห็นเกษตรกรเห็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และประโยชน์ด้านอื่นจริง ๆ รวมถึงมีความยั่งยืนในการใช้งาน เกษตรจึงจะเปลี่ยนแนวคิดยอมรับเทคโนโลยีดังกล่าว การที่กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเข้ามีบทบาทผลักดันให้มีการเชื่อมโยงการให้บริการผ่าน Application ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้ให้บริการ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและบริการ ส่งผลต่อการยกระดับมาตรฐานโดรนเพื่อการเกษตร สิ่งเหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้โดรนเพื่อการเกษตรไปสู่เกษตรกรในทางปฏิบัติ

 

บทความโดย

ธีระพงษ์ ควรคำนวน ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

ทวีพงศ์ สุธรรรมพันธุ์  บริษัท พาวเวอร์ อโกรเทค(ประเทศไทย) จำกัด

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, สถิติการเกษตรของประเทสไทย ปี 2562, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกศตรและสหกรณ์, 2563.

การใช้หุ่นยนต์โดรนสำหรับการเพาะปลูกข้าวในเกษตรยุคใหม่, ดร.วิพุธ ตุวยานนท์ ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

https://siamrath.co.th/n/80911

https://www.dailynews.co.th/news/11217/

Comments are closed.